สัตวแพทย์ชี้! กินจู๋เสือ เชื้อโรคอื้อเสี่ยงระบาด

 

จากกรณีการล่าสัตว์ป่าเพื่อที่จะนำชิ้นส่วนต่างๆ ของมัน มารับประทานเข้าสู่ร่างกาย เพียงเพราะความเชื่อที่ว่า การกินของเหล่านี้จะช่วยให้สมรรถภาพทางเพศมีกำลังวังชามากขึ้น

 

           เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสัตวแพทย์ ภัทรพล มณีอ่อน นายสัตวแพทย์ประจำกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้อธิบายชี้แจงเพิ่มเติมว่า ความเชื่อเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเลย แถมยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคจากสัตว์ป่าด้วยซ้ำ

 

          “เสือดำเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างพบยากมาก เพราะว่าช่วงเวลาหากินของเขา จะหากินในช่วงเวลากลางคืน แล้วด้วยตัวของเขาเองเป็นตัวสีดำ ซึ่งจริงๆ เขาเป็นลายสีดำ เขาก็เป็นเสือดาวนี่แหละ แต่ลายเป็นสีดำ เม็ดสีจะออกเป็นสีดำมากกว่า หากินกลางคืน ตัวสีดำ แล้วสายตาเขาดีมาก เขาสามารถมองในตอนกลางคืนได้ มองเห็นคนทั่วไป หรือคนที่เข้าไปในพื้นที่ป่า จะพบเห็นได้ค่อนข้างยาก เว้นแต่ว่าภาพที่เราได้มา เป็นภาพที่ได้มาจากกล้องต่างๆ อย่างกล้องที่ถ่ายภาพสัตว์ป่า ถือว่าเจอค่อนข้างยาก

 

          “จากสถิติของสัตว์ป่าเพื่อบริโภคหรือการค้า ตอนนี้ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากการใช้กฎหมายที่เข้มข้นแล้วเนี่ย การลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ ทั้งเขตรักษาพันธุ์ หรือ อุทยาน มีการเดินลาดตระเวนจริงๆ มีการจับพิกัด มีการแจ้งวิทยุข่าวสาร ผู้บังคับบัญชา นั่งดูผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ ต้องบอกเลยว่า เกิดเหตุการณ์ตรงไหน เดินจริงหรือไม่จริง เกิดเหตุการณ์อะไรบ้าง อย่างงี้คือการลาดตระเวนในเชิงคุณภาพ เพราะฉะนั้นการที่มีระบบแบบนี้ มันก็จะเกิดการป้องปราม ทำให้ผู้กระทำความผิดไม่ค่อยกล้าที่จะดำเนินการในการล่า ในขณะเดียวกัน ในเรื่องของบทลงโทษ มันก็มีผลบังคับใช้พอสมควร เพราะฉะนั้นสถิติลดน้อยลง อีกประเด็นหนึ่งที่เราทำ คือการให้ความรู้ว่ามันไม่มีสรรพคุณ อย่างที่คิดกันเลย

 

          “สำหรับกรณีของการล่าสัตว์ป่าเพื่อนำมาบริโภคนั้น คือถ้าตัดเอาแต่จู๋ เราจะเห็นในกรณีของช้าง แต่ถ้าเป็นพวกเสือ ส่วนใหญ่ก็ไปทั้งตัวแล้วค่อยแยกจู๋เอามากินแค่นั้นเอง ซึ่งมันก็เป็นแหล่งโปรตีนธรรมดาแหล่งหนึ่ง ไม่ได้มีสรรพคุณ ไม่ได้มีสิ่งที่วิเศษอะไรเลย ที่สำคัญมีเชื้อโรคทั้งนั้นเลยนะครับ คือสัตว์ป่าเป็นแหล่งเชื้อโรคเลยนะครับ แต่เชื้อโรคในตัวเขา มันไม่ทำให้มันป่วย มันเป็นตัวอบโรค เพราะฉะนั้นเวลาที่มนุษย์ไปสัมผัสต่างๆ ทั้งเลือด อวัยวะ หรือจุดต่างๆ ในระหว่างการชำแหละ ทำให้มีโอกาสที่จะติดเชื้อโรคจากสัตว์ป่าได้ เพราะฉะนั้นในระดับสากล เขาไม่กินกันแล้ว เพราะเขารู้ว่ามันเป็นแหล่งโปรตีน เขาเลยไปกินเนื้อวัว เนื้อหมู กินไก่ กินไข่ คุณประโยชน์ไม่ต่างกัน แถมยังไม่มีออกโรคด้วย

 

อย่างเสือดำเอง มันเป็นสัตว์ตระกูลแมวนะครับ แล้วเราไม่เคยเห็นเขาล้างมือล้างเท้าเลย แล้วพวกนี้มันกินเนื้อกินซาก กินสัตว์สดๆ แล้วเขาก็ไม่เคยบ้วนปาก เพราะฉะนั้นเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัสต่างๆ ที่อยู่ในวงจรพวกเขาอยู่แล้ว ลองคิดดูละกันว่าถ้าพวกนี้ดีจริง ผมกินไปนานแล้วนะครับ เพราะมันอยู่รอบตัวผม (หัวเราะ) แต่ทราบมั้ยครับว่า เมนูสัตว์ป่านั้นมันมีสรรพคุณจริงๆ กินแล้วเป็นอายุวัฒนะ กินแล้วปึ๋งปั๋งจริงๆ แต่สรรพคุณตรงนั้นมันมาจากพืชสมุนไพร จากพืชผักสวนครัว มันมาจากวัตถุดิบปรุงอาหาร ส่วนเนื้อสัตว์ป่ามันคือส่วนประกอบ มันเป็นแหล่งโปรตีน ลองเอาเนื้อหมูมาใส่เครื่องปรุงดูสิ มันก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเนื้อสัตว์ป่าแค่เป็นส่วนประกอบแค่นั้นเอง เนื้อไก่ เนื้อหมูก็เช่นกัน"

 

          “คือถ้าเขามีสิทธิ์ตายด้วยเชื้อโรค มันไม่ได้มีแค่เขามีสิทธิ์ติดเชื้อโรคอย่างเดียว เชื้อโรคบางชนิดมันสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ซึ่งคนที่ติดเชื้อ เขาก็ควรตรวจสุขภาพนะครับ เพราะว่าเขามีความเสี่ยงเป็นตัวพาหะที่รุนแรงหรือเปล่า ผมยกตัวอย่าง บางคนที่ยังมีพฤติกรรมการบริโภคค้างคาวอยู่ ในค้างคาวมีเชื้อโรค 40 กว่าชนิด พอไปจับ ไปชำแหละ ไปกินค้างคาวมา คนๆ นั้นก็ติดเชื้อโรคมา แล้วก็ไม่ได้จบแค่ตรงนั้นนะครับ ถ้าคนๆ นั้น ไปจาม มือไปจับประตู ไปสัมผัสจุดต่างๆ ก็สามารถแพร่เชื้อกันได้ ซึ่งเรื่องนี้ คนทั้งโลกเขาเป็นห่วงกันมาก เรื่องของสุขภาพ เรื่องของความเสี่ยงที่มาจากอาชญากรรมสัตว์ป่า เรื่องของการล่าสัตว์ป่า”

 

ที่มา : manager Online

Top