วัฒนธรรมอาหารพื้นบ้านจุดขายท่องเที่ยว

 

ผุดไอเดียร้านอาหารและการค้าเมืองชายแดนไทยมาเลเซียนำวัฒนธรรมอาหารการกินพื้นบ้านมาเป็นจุดขายดึงเม็ดเงินนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

 

การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เมืองที่อยู่ติดชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีข้อได้เปรียบได้หลายอย่างที่เป็นจุดแข็งในด้านการค้าการท่องเที่ยวเพราะเป็นเมืองหน้าด่านเมืองแรกที่ทั้งนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา ยกตัวอย่างเช่น อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งเป็นเมืองชายแดนไทยกับมาเลเซีย หากมองในภาพรวมของมูลค่าการนำส่งออกในแต่ละปีสูงที่สุดของประเทศนับแสนล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังมีจุดเล็ก ๆ ที่เป็นการค้าในระดับท้องถิ่นหรือแม้แต่ธุรกิจในครัวเรือนที่ปรับตัวและพัฒนารูปแบบสินค้าหรือนำเอาเอกลักษณ์ประจำถิ่นมาเป็นจุดขายจนประสบความสำเร็จได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในเวลาอันรวดเร็ว

 

จะนำไปดูตัวความสำเร็จของธุรกิจเล็ก ๆ ในอ.สะเดา ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารการกินพื้นบ้านอาหารพื้นเมืองที่ประสบความสำเร็จถูกปากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ที่แรกคือร้านขนมจีนบ้านฝาแฝด ของ น.ส.ชลิดา โด่หลี อายุ 32 ปี ตั้งอยู่เลขที่ 47 ถนนเลียบคลองท่าพรุ เขตเทศบาลเมืองสะเดา จ.สงขลา ซึ่งเป็นร้านอาหารอิสลาม มีทั้งลูกค้าคนไทยและลูกค้าชาวมาเลเซียที่เป็นแฟนเพจจำนวนมากและประสบความสำเร็จภายในเวลาอันรวดเร็วแค่ระยะเวลาไม่ถึงปี เพียงแค่สร้างจุดต่างจากขนมจีนธรรมดา ๆ มาเป็นขนมจีนเส้นสดสีสันสดใสทั้งสีเหลือง สีเขียว สีชมพู และสีฟ้า กลายเป็นจุดเด่นที่แตกต่างกว่าร้านขนมจีนขึ้นมาทันทีและเป็นที่รู้จักของลูกค้าอย่างรวดเร็วทั้งบอกกันปากต่อปากและกระจายไปในโลกโซเชียล

 

น.ส.ชลิดาเจ้าของเปิดเผยว่า เปิดร้านขายขนมจีนมา 1 ปีแล้ว และคิดวิธีที่ให้ดูแปลกและแตกต่างจากร้านอื่น ๆ เพื่อเป็นจุดขายและจุดเด่นของร้าน จึงทำเส้นขนมจีนให้มีหลากหลายสีสันเพื่อให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น และก่อนเปิดร้านได้มีการเตรียมตัวถึงขนาดปลูกผักที่จะใช้กินกับขนมจีนเอง เช่น ข่า ตะไคร้ โหระพา ที่สวนใกล้ ๆ บ้านเพื่อลดต้นทุน

 

สำหรับขนมจีนที่ร้านจะเป็นเส้นขนมจีนที่ทำเองสดใหม่วันต่อวัน แต่ที่เป็นสิ่งดึงดูดให้ลูกค้าสนใจคือสีสันของเส้น โดยเส้นสีเหลือง ใช้ขมิ้น สีเขียว ใช้ผักโขม สีชมพู ใช้ดอกเฟื่องฟ้า สีฟ้า ใช้ดอกอัญชันผสมกับน้ำมะนาว ที่สำคัญจะไม่ใช้สารกันบูดหรือสารเคมีใด ๆ ในส่วนของน้ำยาที่เป็นหัวใจหลักของขนมจีน ที่ร้านมีทั้งน้ำยากะทิ แกงเขียวหวาน แกงไตปลา น้ำยาปู ซึ่งมีเคล็ดลับความอร่อยที่เครื่องปรุงต้องเข้มข้น เน้นวัตถุดิบที่ใหม่ สด สะอาด และผสมเครื่องที่ตำเองกับมือเท่านั้น ซึ่งสูตรน้ำยาตกทอดมาจากคุณทวดนานกว่า 70 ปีมาแล้ว

 

หลังเปิดได้ไม่นานได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีเกินคาดทั้งลูกค้าทั่ว ๆ ไป รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ที่มาอุดหนุนตลอดทั้งวันโดยเฉพาะในวันหยุด ส่วนราคาขายจานละ 49 บาท รวมเส้นให้ทุกสีใส่ไข่ต้มครึ่งซีกส่วนน้ำยาจะตักใส่หม้อดินเล็ก ๆ เสิร์ฟพร้อมกับผักสด ๆ ที่ปลอดสารพิษเช่นกัน

 

นอกจากนั้นที่ร้านยังดัดแปลงเอาเส้นขนมจีนมาทำเป็นยำขนมจีนปลาทู จานละ 69 บาท และทำเป็นส้มตำถาด ถาดละ 119 บาท ซึ่งสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 7,000 -8,000 บาท ต่อวัน โดยร้านเปิดตั้งแต่เวลา 10.00- 22.00 น. ของทุกวัน หยุดวันจันทร์

 

น.ส.ชลิดาบอกว่า อาหารพื้นบ้านของไทยเป็นที่นิยมของลูกค้าอยู่แล้วหากเรานำไอเดียหรือรูปแบบใหม่ ๆ มาปรับใช้แต่ก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ในเรื่องรสชาติและรูปลักษณ์ของอาหารที่สวยงามก็จะยิ่งถูกใจและถูกปากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ยิ่งอยู่ในเมืองชายแดนไทยมาเลเซียซึ่งมีศาสนาและวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกันก็จะยิ่งได้สัดส่วนลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติด้วยนี่คือจุดขายด้านวัฒนธรรมอาหารประจำถิ่นที่เป็นจุดแข็งของคนไทย และไปดูอีกหนึ่งความสำเร็จของเมืองชายแดนอย่างสะเดาที่นำสินค้าพื้นบ้านอาหารพื้นเมืองมาต่อ ยอดสร้างเป็นตลาดขายให้กับนักท่องเที่ยว โดยทางเทศบาลตำบลปริก อ.สะเดา ภายใต้การนำของ นายสุริยา ยีขุน นายกเทศมนตรีตำบลปริก ได้ร่วมมือกับผู้นำชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่ตำบลปริก เปิดตลาดสีเขียวหรือ Green Market ในชื่อ “หลาดต้นปริก ” บริเวณลานด้านหน้าที่ทำการเทศบาลตำบลปริกเฉพาะวันอังคารตั้งแต่เวลา 13.00–21.00 น.

 

 

สำหรับตลาดแห่งนี้เน้นขายสินค้าพื้นบ้านอาหารพื้นเมือง เช่น พืชผักปลอดสารพิษที่เกษตรกรปลูกเองกับมือและขายให้กับผู้บริโภคโดยตรงรวมทั้งอาหารพื้นบ้านและสินค้าต่าง ๆ เช่น ผลไม้ ขนมหวาน อาหารสดและอาหารแปรรูป ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ปลอดสารพิษ และสารเคมีทุกอย่าง

 

นางอรนุช บุญศรีจันทร์ ประธานชุมชนปริกใต้ ในฐานะกรรมการตลาดต้นปริกเปิดเผยว่ามีพ่อค้าแม่ค้าสนใจเข้ามาขายของในตลาดสีเขียวหรือหลาดต้นปริกเป็นจำนวนมากมีทั้งของกิน ของใช้ ผักพื้นบ้าน เช่น ยอดมะม่วงหิมพานต์ ยอดมันปู ผักน้ำ ข่า ตะไคร้ อาหารสด อาหารแห้ง ขนมที่หากินยาก เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์เชื่อม ขนมจากที่ทำด้วยข้าวเหนียวดำและผลไม้ต่าง ๆ ซึ่งสินค้าทุกอย่างจะผ่านการตรวจสอบสารปนเปื้อนหรือสารเคมีต่าง ๆ จากคณะทรัพยากร ธรรมชาติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) หาดใหญ่ และภาชนะที่ใส่ของหรืออาหารจะเน้นวัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเพื่อเป็นการการันตีให้กับผู้บริโภค และหากมีการตรวจพบสารเคมีต่าง ๆ ในอาหารชนิดใดทางตลาดจะไม่อนุญาตให้นำมาขายอีก

 

สำหรับตลาดดังกล่าวก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกทั้งผู้ขายและผู้ซื้อที่ได้เกื้อกูลกัน เพราะเป็นการเสริมสร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตหรือผู้ขายในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความถนัดในการปลูกหรือผลิตแต่ไม่มีความชำนาญในด้านการตลาด พอเปิดตลาดขึ้นก็ทำให้สามารถนำผลผลิตมาขายได้ผู้ซื้อก็มีความสะดวกและมั่นใจได้ว่าของทุกอย่างมีคุณภาพดี และมีราคาถูก

 

ในขณะนี้มีร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มประมาณ 60 ร้าน และร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคอื่น ๆ อีกกว่า 20 ร้าน ประชาชนทั้งในพื้นที่และใกล้เคียงให้ความสนใจมาเลือกซื้อสินค้ากันคึกคัก รวมถึงชาวมาเลเซียที่เดินทางกลับจาก อ.หาดใหญ่ ก็นิยมแวะมาซื้อของกิน ในอนาคตเชื่อว่าจะมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาขายสินค้าในหลาดต้นปริกแห่งนี้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งชาวบ้านหรือเกษตรกรในชุมชนก็จะมีรายได้ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและยั่งยืนต่อไป

 

ที่มา : เดลินิวส์

Top